01-digital-in-thaialnd-jan-2016

เรากำลังอยู่ในนาทีประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Disruptive Technology) ครั้งใหญ่  ที่น่าจับตาและน่าเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

ข่าวการลดพนักงานของสื่อค่ายยักษ์ใหญ่แบบรายวัน ต่อเนื่องจากปีที่แล้วยังคงปรากฎให้เห็น ต้นปี 2560 มีการเข้าโครงการสมัครใจเพิ่มอีก 400 กว่าคนในค่ายเดิม

ย้อนไป 2559บทความ เฮือกสุดท้าย! ไทม์ไลน์วิกฤตสื่อไทยปี 2559 สู่ภาวะ ‘ ขาลง’ มีสถิติที่ถูกบันทึกไว้อย่างครบถ้วนจนเป็นภาพชัดเจน

ในขณะที่ตัดภาพกลับไปในข้อมูลของสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ที่มีการคาดการณ์ว่า ปี 2560 จะมีเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์รวม 10,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2 %  จากปี 2559 ที่เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์มีอยู่ อ่านเพิ่มเติม“ธุรกิจสื่อไทย”เห็นอะไรจากการที่ AIS ร่วมชิงเค้กเม็ดเงิน Content Online เต็มตัว ???

หนังสือ Marketing 4.0: Moving from Traditional to Digital ที่เขียนขึ้นโดยเจ้าพ่อการตลาดชื่อดัง Philip Kotler และ Hermawan Kartajaya ในปี 2017 นี้ ค้นพบ สัจธรรมจริงแท้ในการตลาดดิจิตอลที่แบรนด์ทั้งหลายจะต้องเร่งปรับตัวและรับมือให้ได้ 4 ประการ

1.เราค้นพบ “กฎใหม่”ของการตลาดเข้าให้แล้ว
2.เป็นช่วงเวลาที่ต้องสร้างความโดดเด่นให้สินค้าและบริการให้มากพอที่จะทำให้ผู้บริโภค  wow ให้ได้  !!

3.การสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีและเสียงสนับสนุนของฐานลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อม

4.ถึงเวลาที่แบรนด์จะต้องกำหนดรูปแบบธุรกิจ เพื่อเปิดทางเลือกให้ลูกค้าซะที

ในงานสัมมนากึ่งศตวรรษครั้งใหญ่ “Human Wired” จัดขึ้นโดย สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 ก.พ.60 ที่ผ่านมาก็ได้ทำให้เราเห็นภาพอนาคตที่หลายคนต้องอดทนและรับมือให้ได้นี้อย่างชัดเจนมากขึ้น

Mr.Chris Reitermann จาก Ogilvy Advertising, Asia พูดในหัวข้อ ‘Why Brand Matters’: ทำไมแบรนด์ยังสาคัญอยู่ ไว้อย่างน่าสนใจว่ามีการพูดถึงหลายสิ่งหลายอย่างว่า digital เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรมของผู้บริโภคไปได้อย่างไรผลการศึกษานั้นค้นพบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นคนมีความเชื่อถือใน Brand ลดลง กระทั่งมีการพูดกันว่า Brand Loyalty มันหายไปแล้ว

Chris  บอกว่าภาพรวมวันนี้ Brand มีความเปราะบาง ผู้บริโภคเริ่มหาข้อมูลเองมากกว่าจะดูและเชื่อแค่ LOGO ส่วนในไทย Brand ยังคงมีอิทธิพลกับผู้บริโภคอยู่มาก แต่ Brand ไหนจะอยู่ในใจคนได้ จะต้องเน้นเรื่องการ”มีประโยชน์”กับผู้บริโภคอย่างแท้จริงเป็นสำคัญ

จากนี้งานของผู้จัดการแบรนด์ (Manager Brand) จึงมีความยากกว่าในอดีต  คำตอบของการค้นหาในผลวิจัยที่ออกมาในนาทีนี้คือ  การกระทำสำคัญกว่าคำพูด “Action Branding Principle” คือหัวใจหลัก เพราะวันนี้หากผู้บริโภคต้องการความช่วยเหลือแบรนด์ที่ดีและจริงใจต้องพยายามช่วยเหลือพวกเค้าได้จริงจึงจะอยู่ในใจผู้บริโภคได้ 

20170224_104334

สำหรับคุณอริยะ พนมยงค์ (Ariya Banomyong) จากบริษัท ไลน์ ประเทศไทย (LINE Thailand) นับว่าเปิดประเด็นตรงๆต่องานสัมมนาที่มีนักการตลาด นักโฆษณา และ PR Agency มาร่วมงานกว่า 800 คนได้อย่างฮือฮา ด้วยการเปิดภาพเฉลยว่า Business Model  ของ Line มีเป้าหมายมากกว่าการเป็นแค่  Chat แน่นอน ด้วยภาพ  Business Model  ภาพนี้บนเวที 20170224_121909

Line O2O ( Online to Offline)

ผู้บริหาร LINE  ประกาศว่าด้วยผู้ใช้งาน LINE่ 33 ล้านคน Content  จะทำให้การสื่อสารเปลี่ยนไป และปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญต่อการสนทนาผ่าน LINE  ทำให้ “LINE มีความรู้มากกว่าบริษัทวิจัยเสียอีก เพียงแค่ Click เข้าไปดูก็พอแล้ว” คุณอริยะ เปิดประเด็น ท้าทายงานวิจัยการตลาดได้อย่างน่าคิด !!!

เค้าบอกกับผู้คนในงานว่า วันนี้ LINE ต้องการเป็นมากกว่า Application  Chat ธรรมดาๆ และต้องการรวมธุรกิจ 5 ด้านเข้ามาไว้รวมกันเพื่อให้มีเอกภาพมากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่า อีก 2 ปี ข้างหน้าปริมาณการดู TV ของผู้คนจะลดลง ซึ่งเป็นโอกาสการเติบโตของ LINE TV อย่างสดใส

LINE TV ในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด กลยุทธ์การดึงโชว์ และการดึงดนตรี มาที่ Online ทั้งหมด  ผู้คนใช้เวลามากขึ้นใน platformของ Line  โดยเฉลี่ย คือ 70 นาทีต่อวัน !

และในบางคนอาจมากกว่านั้น

“ผู้บริโภคชอบดู Video Online ด้วยความไม่อดทนของผู้คน ความใจร้อนของผู้คน นี่แสดงให้เห็นว่าเราเข้าใจผู้บริโภคเพราะเรากำลังเติบโต”   คุณอริยะ ยืนยันเช่นนั้นจากตัวเลขที่พบ

ไม้เด็ด คือการเปิดตัว Line Finance  เพียงแค่ให้ทุกคนในงาน เปิด Blutooth เพื่อดาวน์โหลดรับ Application Line Finance ไปลองใช้ในงานแบบ Real Time นั่นเอง

สำหรับ Beacon เป็นเทคโนโลยีที่อาศัยการส่งข้อมูลและตำแหน่งภายในอาคาร โดยอาศัย Bluetooth  ควบคู่กับ Core Location APIs ในการหาตำแหน่งของผู้ใช้ บริเวณ และใช้ในการส่งข้อมูลโปรโมชัน หรือตำแหน่งของสินค้าต่างๆ ไปให้กับผู้ใช้งานที่เปิดมือถือและฟังก์ชั่นการทำงานที่รองรับกับ Beacon นั่นเอง

ibeacon-line

Bye Bye Apps

เราเริ่มเห็นภาพชัด พูดง่ายๆ คือโจทย์ของ LINE  คือ ต้องการรวม Application ที่มีพลังมารวมไว้ที่ LINEให้มากและอำนวยทุกสิ่งไว้ Apps เดียวในที่สุดนั่นเองโดย LINE มองว่า จาก 39 Apps ที่เป็นจุดเริ่มต้น จนวันนี้บน Mobile มี Application มากถึง 2.0-2.2 ล้าน Apps ซึ่งมากเกินไปเสียแล้วกับการรับรู้และความต้องการใช้รวมไปถึงยากต่อการค้นหาของผู้คน

ผู้ขียนไม่แน่ใจว่าจะทำให้  Start Up ด้านเทคโนโลยีใจห่อเหี่ยวไปด้วยหรือไม่กับข้อมูลนี้  😦

ปิดท้ายด้วยเรื่องใกล้ตัวคนทำธุรกิจสื่อมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือกรณีที่ LINE เปิดประสบการณ์ใหม่ด้านข่าวสาร โดยปรับพื้นที่ให้ LINE TODAY ปรากฎในลำดับที่ 4 ของแท็บเมื่อเปิดใช้งาน Application และมีการอัพเดตข่าวทุก 1 ชั่วโมงอย่างครบครัน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมกระทบต่อเว็บไซต์คนทำข่าวในทุกธุรกิจสื่ออย่างแน่นอน

LINE TODAY โฉมใหม่

Line Today.png

เท่านี้ก็ทำให้เราเห็น การเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่กระทบต่อธุรกิจสื่ออย่างชัดเจนมากขึ้นแล้ว

สำหรับอนาคตของ platform Facebook จะมุ่งเน้นไปที่เข้าถึงข้อมูล Insight Consumer ฺ ในรูป  Data Analytic  เป็นสำคัญ

คุณรฐิยา จิน อิสระชัยกุล (Rathiya Jinn Issarachaikul) หัวหน้าฝ่ายขายและบริการธุรกิจ บริษัท  เฟซบุ๊ก ประเทศไทย (Facebook Thailand) บอกว่า ธุรกิจของเฟซบุ๊กต้องการใช้ platform เชื่อมคน 7,00 ล้านคนทั่วโลก โดยปัจจุบันมีคนไทยใช้งานเฟซบุ๊ก 44 ล้านราย  โดยเฟซบุ๊กมองว่าในอนาคตแบรนด์สินค้าและบริการต่างๆจะหันมากใช้งบโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากขึ้น จากปีนี้คาดว่ามีสัดส่วน 7.5 % ของอุตสาหกรรมโฆษณาไทยทั้งหมด

ภาพที่เฟซบุ๊กต้องการไปถึงเป็นภาพอนาคตที่ใหญ่กว่าที่เราจะคาดคิดกันไว้มาก (แต่ตอนนี้ผู้เขียนขอพักไว้แค่นี้ก่อนไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟัง:)

ขอปิดท้ายด้วยข้อมูลนี้ ของ LINE โดยภาพนี้สามารถอธิบายอนาคตของภูมิทัศน์สื่อไทยและสื่อโลกได้อีกมากมายนับจากนี้ 20170224_122535