ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคนทำสื่อองค์กรขนาดใหญ่และอยู่ในสื่อดั้งเดิมที่มีธุรกิจสื่อแบบครบวงจร (Broadcast) จากการเก็บข้อมูลด้านเนื้อหารายการ  (Content) วันนี้ดูเหมือนว่าความท้าทายไม่ได้อยู่แค่ทีวีดิจิตอล 24 ช่องอีกต่อไปแล้ว

ด้วยเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในการเสพเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ แบบ On demand  ไม่ยึดติดกับโลกเวลา และไม่มี ผังรายการ  ไม่มี Prime Time ในโลกออนไลน์

Platform YouTube , Line TV หรือแม้กระทั่ง  การรับชมเนื้อหารายการทีวี ผ่าน Facebook  Live ที่ได้รับความนิยมแทนที่แบบเพิ่มทวีคูณ  เม็ดเงินก้อนนี้คือมูลค่ามหาศาลจากการโฆษณาต่างๆ ซึ่งสมาคมโฆษณาดิจิทัล(ประเทศไทย) ร่วมกับ ทีเอ็นเอส ได้เคยทำผลสำรวจมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาสำหรับปี 2559 แนวโน้มที่เม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลจะปรับตัวสูงขึ้นอีก 23% (คิดเป็นมูลค่าราว 9,927 ล้านบาท)(อ้างอิงใน Digital Advertising Association (Thailand),2559)เรียกว่าเฉียดหมื่นล้านไปแล้วซึ่งต้องคอยดูว่าตัวเลขจะเป็นอย่างไรในปี 2560

pic-6-300x165photo-7-300x172

Source ::Digital Advertising Association (Thailand)

นับวันการแข่งขันยิ่งดุเดือดมากขึ้น เมื่อผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญและกุมฐานผู้ใช้มือถือจำนวนมาก คือ AIS ซึ่งได้ รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ไตรมาส 4/2559 จำนวนผู้ใช้บริการเอไอเอสมี 41,031,200 ล้านเลขหมาย (อ้างอิงในผลประกอบการประจำปี AIS,2559) เรียกว่าเป็นครึ่งหนึ่งจากจำนวน 90 ล้านเลขหมายโทรศัพท์สัญญาณมือถือทั้งประเทศ

6 ก.พ. 2560  AIS ประกาศเปิดตัวช่อง HBO อย่างเป็นทางการในงานประกาศวิสัยทัศน์ ปี 2560 ภายใต้ชื่อ AIS Vision 2017 “Digital for Thais”พร้อมๆ การจับมือกับ Partner คือ Google Chromecast  อีกทั้ง ยังปักธงเข้าสู่ Platform Digital  ผ่านเครือข่ายไร้สาย และไฟเบอร์ออพติก โดยจะมีการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ และเอกชน ในอุตสาหกรรมต่างๆ และประกาศเปิดช่องรายการใหม่ ประกอบไปด้วย HBO 7 ช่อง, ช่องบาสเก็ตบอล MBA และ FOX Network” อีกด้วย

สำหรับช่อง HBO ประกอบไปด้วย ช่อง HBO HD, HBO HITS, HBO signature, HBO Family, CInemax, RED by HBO ซึ่งเป็น 6 ช่องที่เคยออกอากาศผ่านทรูวิชั่นส์มาแล้ว และมีช่องที่เพิ่มมาใหม่ HBO GO ซึ่งเป็นรูปแบบของช่องOn Demand  ให้ลูกค้าเลือกดูย้อนหลัง หรือดูหนังเรื่องต่างๆ ได้ โดยทั้ง 7 ช่องนี้จะออกอากาศเครือข่ายมือถือ ผ่านแอปพลิชั่น AIS Play และบรอดแบนด์  AIS PLAY BOX

คำประกาศของ AISนี้เปลี่ยน Positioning อย่างมีนัยยะสำคัญโดยเปลี่ยนจากผู้ให้บริการ Broadbrand คือ การให้บริการสัญญาณอินเตอร์เน็ต เพื่อรับ-ส่งข้อมูลผ่านช่องทางสื่อสาร ผ่าน สัญญาณภาพ (VDO) สัญญาณเสียง (Voice) และข้อมูล (Data) มาเป็นผู้ให้บริการธุรกิจ  Content Online หรือ Content Provider เต็มตัวในอนาคต

หลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นในสื่อไทย (Eco System)  จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองภาพให้เห็นอนาคตที่จะเกิดอันใกล้นี้

1.ฐานรับชมที่ชัดเจนของ AIS กว่า 41 ล้านคน จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารการตลาดเชิงรุก

วันนี้ตัวเลขของผู้รับชมที่วัดได้ชัดเจน ยอดรับชม (Viewer)  และการสร้างการเข้าถึง จากการ share การ like (Engagement)ที่วัดผลได้ จะทำให้ AIS มีโอกาสประกาศความเป็นเบอร์หนึ่งของ Platform สัญชาติไทยที่มีฐานผู้ชม รองรับ อย่างชัดเจน  เป็นคู่แข่งทางตรงกับ YouTube และ Line TV รวมทั้งผู้ผลิตเนื้อหารายการทีวีดิจิตอลสื่อไทยอีก 24 ช่องที่มีศักพยภาพสูง และในขณะเดียวกันก็คือเป็น พันธมิตรกับ Google ที่ทรงพลัง

2.  Partner ชั้นเยี่ยม Google Chromecast คือการผนึกพันธมิตรที่แข็งแกร่งในเชิง Content Online

ใครที่สงสัยว่า Google Chromecast คืออะไร อ่าน googlechromecastแล้วจะพบว่าด้วยราคา1,490 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษซื้อในงานดูภาพยนตร์ฮอลิวู้ดจาก HOOQ ไม่อั้น 3 เดือน ในช่วงการเปิดตัวที่กำลังโหมกระแสการตลาดอยู่นี้ จะทำให้แอปพลิเคชั่น AIS Play ขึ้นแท่นในฐานะผู้ผลิตเนื้อหาไทยที่สามารถขยายช่องทางการรับชมได้มากกว่า On Mobile เป็นการรุกสู่ตลาด  TV โดยไม่ต้องประมูลคลื่นความถี่แม้แต่น้อย  จัดเป็นความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ต่ำกว่าธุรกิจสื่อในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะแบกต้นทุนเกินกำลังอยู่หลายเจ้าchromecast

3.เม็ดเงินสื่อโฆษณาดิจิทัลจะถูกแย่งชิงเดือด

กลับมาดูที่สื่อแบบดั้งเดิมทีวีและวิทยุสัญชาติไทย ซึ่งประกาศว่าจะมุ่งสู่ Digital อาจจะต้องขยับตัวให้ไวมากกว่านี้ ด้วยเพราะหากคิดในแง่ประโยชน์ที่มีผู้เล่นด้าน Content Online หน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นย่อมมีประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้รับชม หากแต่ในแง่ธุรกิจสื่อองค์กรสื่อใน 24 ทีวีช่องดิจิตอล รวมทั้ง Platform ทีวี วิทยุ ไทย จำเป็นจะต้องเตรียมรับมือกับสึนามิลูกใหญ่ และทางออกคือการศึกษาให้พบถึง Insight Consumer ฐานผู้รับชมเฉพาะช่องให้ชัดเจน
เพื่อการสื่อสารด้วยสร้างฐานผู้รับชมในตลาดเฉพาะ (Niche Market) ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเป็นฐานผู้ฟังเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และหลากหลาย ที่สำคัญคือ ควรต้องสร้าง Content Real Time และเพิ่มการปฏิสัมพันธ์  (Interaction) กับผู้ฟังใน 2 โลกคู่ขนานระหว่างโลกออนไลน์ และโลกออฟไลน์ ใช้เทคนิค2 จอ ( Multiscreen)  อย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงการขยับทัพอย่างรวดเร็วเท่านั้น จึงจะทำให้วิ่งตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้ทัน และสามารถสร้างฐานการรับชม (Audience) ที่เหนียวแน่นได้ในภาวะนี้


ขอขอบคุณการถ่ายทอดความรู้นี้และแนวคิดสำคัญนี้จากอาจารย์ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย